รายละเอียดวัน April Fool's Day
นานมาแล้ว คริสศตวรรตที่ 16 ชาวฝรั่งเศสถือเอาช่วงวันที่ 25 มีนา ถึง 1 เมษาเป็น New Year's Week ซึ่งผู้คนจะทำการเฉลิมฉลองแ ละส่งการ์ดให้กันภายในวันที่ 1 เมษา ทว่า ในปีนั้นวันปีใหม่ถูกเปลี่ยนเป็นวันที่หนึ่งตามระบบนับวันของ Charles IX (กษัตริย์ ชารล์ที่9) และเนื่องจากว่า การติดต่อสื่อสารในสมัยนั้นเป็นไปได้ช้ามาก ทำให้คนที่ไม่ได้รับข่าวเรื่องการเปลี่ยนวันที่ยังคงฉลองกันวันที่ 1 เมษาอยู่ คนที่ทำการฉลองในวันที่ 1 เมษาจึงถูกเรียกว่า Fool และเนื่องจากว่าคนที่เข้าใจเรื่องวันที่ผิดจะส่งการ์ดอวยพรหรือการ์ดเชิญร่วมปาร์ตี้ไปด้วย จึงกลายเป็นว่า เป็นการชวนไปปาร์ตี้ในเทศกาลที่ไม่มีจริง ทำให้ April Fool กลายเป็นวันแห่งการโกหกด้วยประการฉะนี้
และนี่คือตัวอย่างเล็กๆน้อยๆ
การอำยอดเยี่ยม (Best April Fool's Hoax)
- การเก็บเกี่ยวสปาเก็ตตี้
นี่คือการอำที่รั้งอันดับที่ 1 ใน 100 เรื่องอำยอดเยี่ยมในวัน April Fool?s Day โดยเมื่อปี ค.ศ. 1957 ช่องข่าว BBC ได้เสนอภาพข่าวสารคดีการเก็บเกี่ยวสปาเก็ตตี้ของบรรดาชาวสวนชาวสวิส ทำเอาคนดูโทรเข้าไป ถามกันใหญ่ว่าจะปลูกเจ้าสปาเก็ตตี้นี่ได้ยังไง BBC ก็เลยอำต่อไปซะเลยว่าต้องเอากิ่งไปปักในกระป๋องซอสมะเขือเทศ! ถ้าอยากเห็นว่าภาพข่าวชิ้นนี้น่าเชื่อถือแค่ไหน ลองพิมพ์ที่อยู่ต่อไปนี้ลงใน address bar ของคุณดูสิคะ (ต้องมีโปรแกรม real player) http://news.bbc.co.uk/olmedia/70000/video/_70980_aprilfool_vi.ram แล้วจะแปลกใจว่าทำไมฝรั่งถึงได้อำกันลงทุนขนาดนี้
การอำยอดแย่ (Worst April Fool's Hoax)
- ประกาศปล่อยนักโทษ
มุกแป้กของหนังสือพิมพ์ชื่อ Opinia ได้อันดับ 2 ของการอำยอดแย่ เพราะเขาลงประกาศว่านักโทษในคุก ที่โรมาเนียจะได้รับการปล่อยตัว ญาติพี่น้องของนักโทษก็เดินทางด้วยความยากลำบากมารอที่หน้าประตูคุกด้วย ความหวังเต็มเปี่ยมที่จะได้เจอกับคนที่ตนเองรักซึ่งต้องพลัดพรากกันมานาน แต่ความหวังนั้นพลันพังทลาย เมื่อพวกเขาพบว่ามันเป็นแค่เรื่องตลกบ้าๆ บอๆ ที่คนโดนอำคงขำไม่ออก แม้ว่าต่อมาทางหนังสือพิมพ์จะออกมา ขอโทษขอโพย แต่ความรู้สึกแย่ๆ ที่เกิดขึ้นคงจะลบล้างไม่ได้ง่ายๆ (ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองไทยสงสัยจะไม่จบง่ายๆ นะคะเนี่ย)
อย่างที่ได้บอกไปนะคะ การเฉลิมฉลองในงานนี้ควรจะเต็มไปด้วยความสุขและรอยยิ้ม ดังนั้น มุกที่ดีก็จะต้องเป็นมุก ที่หัวเราะกันได้ทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายอำและฝ่ายโดนอำ ไม่ใช่ว่าฝ่ายที่หลอกเค้าหัวเราะร่าด้วยความมันส์สะใจ อยู่บนคราบน้ำตาของอีกฝ่าย เวลาจะเล่นอะไรก็อย่าลืมนึกถึงใจเขาใจเราด้วยนะคะ
ทิ้งท้ายด้วยคำคมของบรรดานักคิดที่ให้ข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับเรื่องการโกหกและความเชื่อ แม้ว่าวันที่ 1 เมษายน เราจะได้รับอนุญาตให้พูดโกหกได้ และหลายคนก็อาจจะอารมณ์ดีพอที่จะสนุกกับการละเล่นแบบนี้ แต่เราคง ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกวันที่คนเห็นการโกหกเป็นเรื่องตลก ดังนั้นทุกวันที่เหลือก็น่าจะเป็นวันที่เรา พูดความจริงแก่กัน ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นะคะ อย่าให้เป็นอย่างที่ Mark Twain นักเขียนชาวอเมริกัน จอมเสียดสี ได้กล่าวไว้อย่างเจ็บแสบว่า "The first of April is the day we remember what we are the other 364 days of the year." (วันที่ 1 เมษายนเป็นวันที่เราจำได้ว่าเราทำอะไรบ้างในวันอื่นๆ อีก 364 วัน) พูดง่ายๆ ก็คือ เราโกหกกันทุกวัน แล้ววันนี้ก็คือ วันที่มาเตือนความจำเราในเรื่องนี้นั่นเอง แสบไหมล่ะคะ ลองไปดูคำคมอื่นๆ กันบ้างค่ะ
นักคิดหลายคน เห็นตรงกันว่า "พูดจริงสบาย พูดโกหกคิดแทบตาย"
If you tell the truth you don't have to remember anything.
Mark Twain (1835-1910)
(ถ้าคุณพูดความจริงคุณก็ไม่จำเป็นต้องจำอะไรเลย) - เพราะในเมื่อมันเป็นความจริง พูดกี่ครั้งก็เหมือนเดิม ไม่ต้องจำว่าตัวเองได้พูดอะไรไปแล้วบ้าง
Any fool can tell the truth, but it requires a man of some sense to know how to lie well.
Samuel Butler (1835-1902)
(คนโง่คนไหนก็พูดจริงได้ แต่ต้องคนฉลาดเฉลียวเท่านั้นที่รู้ว่าจะโกหกให้เนียนได้ยังไง) - ไม่ได้หมายความว่าคนโกหกนั้นฉลาด แต่คนพูดจริงโง่นะคะ เขาเพียงจะสื่อว่าการพูดจริงนั้น ง่ายกว่าโกหกเป็นไหนๆ แล้วจะโกหกไปให้ลำบากทำไม
A liar should have a good memory.
Quintilian
(คนโกหกต้องความจำดี) - ต้องจำรายละเอียดทุกเม็ด ว่าตัวเองได้โม้อะไรไว้บ้าง ไม่งั้นก็ต้องโดนจับได้ในที่สุด
แต่มีคน 2 คนที่คิดต่างกันคนละขั้ว เกี่ยวกับเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างความลวงกับความจริง 2 คนนั้นก็คือ Lenin ผู้นำฝ่ายคอมมิวนิสต์ชาวรัสเซีย และ Franklin D. Roosevelt ประธานาธิบดีคนที่ 32 ของสหรัฐอเมริกา (ซึ่งถือหางประชาธิปไตย) เลนินบอกว่า "A lie told often enough becomes the truth." (คำโกหกถ้าพูดบ่อยๆ จะกลายเป็นความจริง) ส่วนรูสเวลต์เชื่อว่า "Repetition does not transform a lie into a truth." (การพูดซ้ำๆ ไม่ได้เปลี่ยนคำโกหกให้เป็นความจริง) แม้แนวคิดทั้ง 2 จะสวนทางกัน แต่ก็ไม่ได้มีฝ่ายไหนผิดหรอกนะคะ ทั้ง 2 ประโยคต่างก็สะท้อนความจริงของโลกในมุมมองที่ต่างกัน เลนินทำให้เราตระหนักถึงอิทธิพลของภาษา ที่สามารถจะกลับถูกเป็นผิดกลับผิดเป็นถูกได้ และทำให้เราระมัดระวัง มากขึ้น ในการจะพูดหรือการจะเชื่อในอะไรที่ได้ยินได้ฟังมา ส่วนรูสเวลต์ก็ทำให้เรามั่นใจในแก่นแท้ของความจริง ที่ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้ และให้เราเชื่อมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง
และถ้าคุณยังไม่เคยเจออำล่ะก็ลองเข้าตามเว็บนอกในวันที่ 1 ดู อาจจะพบว่าบางเว็บได้ปิดตัวลง(แบบหลอกๆ)เนื่องจากถูกจับ! (เช่น www.gamefaq.com ที่เจอเข้ากับตัว) แล้วตัวเองก็โดนอำเพราะลืมไปว่าวันนั้นเป็นวันแห่งการโกหกนั่นเอง ฮา
ดังนั้นลองดูละกันค่ะว่า 1 เมษาที่จะมาถึงนี้มีใครคิดจะอำคุณบ้างรึเปล่า
edit @ 27 Mar 2008 16:08:26 by IVIA_V